ถ้าเราได้เดินทางไปยังแถบบ้านคน หรือย่านชนบทหน่อยๆ ขอญี่ปุ่น ในช่วงเวลาเย็นๆ ก็มักจะได้ยินเสียงเพลงขึ้นมาจาก ลำโพงที่ถูกติดตั้งอยู่ที่เสาสูงๆ ทำไมเขาถึงเปิดเพลงนั้น แล้วมันมีเบื้องลึกอะไรกัน

ประเทศญี่ปุ่นนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีภัยพิบัติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ซึนามิ ดินถล่ม หรือแม้กระทั่งน้ำท่วม ดังนั้นเพื่อให้สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงที จะได้อพยพได้ทันท่วงที่ ส่วนสำคัญคือความเร็วในการแจ้งเตือนประชาชน

ในการแจ้งเตือนประชาชนนั้นเรามักจะเป็นในรูปของ SMS โทรศัพท์, Application หรือสัญญาณในรายการโทรทัศน์ แต่ยังมีอีกจุดหนึ่งที่เราอาจจะไม่ค่อยเห็นนัก นั่งก็คือจากเสียงตามสายนั่นเอง

ในบริเวณพื้นที่ชุมชน มักจะมีการติดตั้งลำโพงเพื่อที่จะแจ้งข่าวสารต่างๆ โดยลำโพงนั้นจะมีชื่อเรียกว่า “5pm Chime” (五時のチャイム) แต่ถ้าต้องการชื่ออย่างเป็นทางการก็จะบอกว่า ‘Municipal Disaster Management Radio Communication Network’ (市町村防災行政無線).

พูดง่ายๆ ว่าเป็นเสียงตามสายจากทีมจัดการภัยพิบัติของเมืองนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามันจะมีวัตถุประสงค์ในการจัดการภัยพิบัติ แต่เอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้มีภัยพิบัติเกิดขึ้นทุกวันแบบนั้น ทีนี้ถ้าลำโพงถูกตั้งไว้เฉยๆ แล้วไม่เคยถูกนำมาใช้เลย เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า วันที่เกิดปัญหาขึ้นจริงๆ มันจะใช้งานได้ ซึ่งกาลเวลาก็อาจจะทำให้ลำโพงเกิดมีปัญหาในวันที่อยากใช้มันมากที่สุดก็ได้

ดังนั้นยังไงก็แล้วแต่ ก็ต้องมีการทดสอบลำโพงเพื่อให้มั่นใจว่าลำโพงใช้งานได้ แล้วจะทดสอบกันยังไงดี

ถ้าจะทำแบบ Maintenance Period มันก็ดูเปลือง และดูเป็นพิธีกรรมมากไปหน่อย

ดังนั้นก็ขอให้คนในชุมชนช่วยๆกันดีกว่า ก็เปิดทดสอบ แล้วให้ประชาชนช่วยกันดูหน่อยนึง ก็ดูแล้วเป็นวิธีที่น่าสนใจ แต่ถ้าอยู่ๆ ไปขอแบบไม่มีประโยชน์อะไรตอบแทนเลย มันก็ดูแปลกๆ แล้วก็เสียงที่ทดสอบ ก็จะกลายเป็นความเพิกเฉย และคนอาจจะรู้สึกดีที่เสียงมันหายไปก็ได้

โดยปกติแล้ว เด็กเล็กๆของญี่ปุ่นจะถูกขอให้กลับบ้านก่อนค่ำ หรือช่วงเวลาประมาณ 5-6 โมงเย็น เพื่อความปลอดภัยในสวัสดิภาพของตัวเด็กเอง

ดังนั้นในมุมนี้ จึงได้มีแนวคิดที่จะเอาลำโพงมาใช้ประโยชน์ ให้เป็นการส่งสัญญาณว่า

เด็กๆ จ๋า ได้เวลากลับบ้านกันแล้วนะ

จึงได้มีการเลือกเพลงที่เหมาะสมในสถานการณ์ดังกล่าว แล้วก็ได้เพลงพื้นเมืองญี่ปุ่นที่ชื่อว่า Yuyaku Koyake (夕焼け 小焼け) มาเล่นนั่นเอง

ดังนั้น เมื่อคนในชุมชนได้ยินเพลงนี้แล้ว ก็จะรับรู้ได้ว่า เป็นช่วงเวลาที่เด็กเล็กๆ คนจะรีบกลับบ้าน เด็กๆ ก็ได้ประโยชน์ ผู้ใหญ่ก็ได้ประโยชน์

และถ้าวันไหนเสียงมันหายไป คนในชุมชนก็จะช่วยแจ้งทางทีมงานให้แก้ปัญหาต่อไปได้นั่นเอง

สิ่งสำคัญการต่อสู้กับภัยพิบัติที่ยังมาไม่ถึง คือการเตรียมพร้อมที่จะรับมือ

การตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

แต่ในวิธีการนั้น เราสามารถหาวิธีที่สร้างสรรค์เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้เช่นเดียวกัน

ที่มา


1. ด้านสุขภาพ

น้ำหนักตัว สัปดาห์นี้อยู่ใน Range 68.4–69.2 กิโลกรัม ก็ขึ้นๆ ลงๆ ตามปริมาณของกินและการออกกำลังกาย…

การนั่งสมาธิ สัปดาห์นี้นั่งได้ทุกวัน นั่งเช้าได้ 3วัน พบว่าถ้าเริ่มทำงานไปแล้วนี่โอกาสลืมง่ายมาก

การออกกำลังกาย สัปดาห์นี้สามารถวิ่งเพิ่มได้ อีก 33.8 กิโลเมตร รวมแล้ว 1,132.3 กิโลเมตร ช่วงนี้มี Weight Training แบบตามใจฉัน เช่นเดิม

นอนก่อนตี1 สัปดาห์นี้ ทำได้ 2 วัน

2. การเรียนรู้

การฝึกซ้อม
ส่วนของ Duolingo สัปดาห์นี้ ก็ยังต่อเนื่องไปเรื่อยๆครับ

Datacamp ทำ Asses Test กับ ทำ Case ไป 1 งาน

IDF นั่งเรียนคอรส์ของลุง Don Norman

การเขียน Blog สัปดาห์นี้ เขียนไป 3 ครั้ง

การวางแผนงาน ก็ยังทำได้ไม่ค่อยดี เท่าไหร่ เหมือนกับไม่ค่อยโฟกัสงานที่ได้เขียนไป

3. เรื่องงาน

เริ่มกลับมารุมอีกแล้ว ปัญหาคือตอนนี้มักจะเป็นงานที่ต้องเปิด Session ทำให้ไม่มีเวลาเขียนโปรแกรม แน่นอนก็ยังมีปัญหาขาดคนช่วยงานอยู่ -_-!


พอดีได้มีโอกาสไปนั่งเรียนคอร์ส Design for the 21st Century ของลุง Don Norman ปูชนียบุคคลท่านหนึ่งในเรื่องของ Human-Computer Interaction เลยเอาสรุปบางส่วนในบทแรกมาบันทึกไว้ครับ

มุมของ Design ที่เปลี่ยนไป

ลุงแกบอกว่าถ้าเป็น Design ในลักษณะดั้งเดิม สิ่งสำคัญที่เริ่มต้นคือการทำของที่มหัศจรรย์ หรือสร้างประสบการณ์ที่มหัศจรรย์ (Wonderful Object, Wonderful Experience) ซึ่งอาจจะเป็นหน้าตา สัมผัส หรืออะไรที่ มีความสวยงาม น่าดึงดูด น่าหลงไหล

แต่ Design ในมุมมองปัจจุบันจะเปลี่ยนไป เป็นรูปแบบหรือวิธีคิด ที่จะมาแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง ซึ่งตัวลุงแกก็บอกว่า จริงๆมันก็ไม่ใช่ของใหม่อะไรหรอก

แล้ว Designer ในมุมของลุงเป็นยังไง

อีกนัยยะหนึ่งคือ Designer ฝึกอะไรมา ลุงก็บอกว่า

  • Designer ไม่มี content เช่น ไม่รู้การออกแบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไม่รู้การออกแบบรถ
  • Designer เรียนรู้เทคนิคของ Problem Solving
  • Designer เรียนรู้เทคนิคในการทำส่ิงที่เรียกว่า Problem Defining หรือการนิยามปัญหา

ซึ่งการที่ตัว Designer เองไม่มี Content จึงมีสิ่งที่ลุงแกเน้นคือ

Designer จะไม่ทำงานคนเดียว ต้องมี Domain Expert ด้วย

การมาของ Solution

แล้วถ้าอย่างนั้นเราจะทำ Solution ได้อย่างไร…


ในบางครั้งปัจจัยที่ส่งผลต่อ Team Performance อาจจะไม่ใช่เพียงแค่ความสามารถเพียงอย่างเดียว

โดยเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ได้จากการศึกษาของProfessor Alex Pentland ซึ่งอยู่ที่ Human Dynamics Lab ของ MIT ซึ่งเขาสนใจในกระบวนการทำงานของสิ่งที่เรียกว่า Group Chemistry

โดยตัวท่านเองได้พยายามนำเอาเทคโนโลยีมาช่วยในการวัดผล โดยเก็บค่าข้อมูลต่างๆ จากพฤติกรรมของกลุ่มคนที่เข้าร่วมทดสอบ เช่น มีการกระพริบตากี่ครั้ง อยู่ใกล้กันไหม หรือ พูดคุยกันแค่ไหน โดยใช้เครื่องที่เรียกว่า Sociometer เก็บข้อมูลแล้วประมวณผลเป็นสถิติต่างๆ

และจากการทดสอบและประเมินผลหลายๆ ครั้งก็พบว่า มันก็จะมีภาษาบางอย่างที่นำมาสู่ Safe Connection ระหว่างคนในทีม เช่น การที่คนอยู่ใกล้กัน, การมองตากัน, การพูดคุยกันภายในกลุ่ม เป็นต้น

ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคือความรู้สึกที่ว่า พวกเราปลอดภัยที่อยู่ร่วมกัน

ซึ่งพฤติกรรมต่างๆเหล่านี้ จะก่อนให้เกิดสิ่งสำคัญ 3 อย่างคือ

  1. เกิดพลังงาน เกิดความพร้อมและยินยอมที่จะแลกเปลี่ยน
  2. เกิดคุณค่าและความมีตัวตนของเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล
  3. เกิดสัญญาณว่าความสัมพันธ์จะดำเนินต่อไป

และจากการทดสอบในหลายๆครั้ง Professor Pentland จึงได้แสดงให้เห็นว่าทีมที่มีประสิทธิภาพสูงนั้นในบางครั้งอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับทักษะหรือความสามารถเป็นหลัก แต่จะประกอบด้วยคุณสมบัติที่สามารถวัดได้ดังนี้

  1. ทุกคนในกลุ่ม พูดและฟังในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน
  2. ทุกคนในกลุ่ม ใช้ Eye Contact บ่อย และการพูดคุยสื่อสารมีพลัง
  3. สมาชิกจะคุยกับคนอื่นๆในกลุ่ม ไม่ใช่แค่กับผู้นำทีม
  4. สมาชิกจะมีการพูดคุยกันที่ไม่เป็นทางการกับคนในทีมด้วย
  5. สมาชิกจะมีการไปสำรวจภายนอก และมาแบ่งปันประสบการณ์กันภายในทีม

ตรงนี้ก็น่าจะสามารถลองไปสังเกตกันดูครับว่า กลุ่มของเรา เพื่อนๆ ของเรามีปัจจัยต่างๆ นี้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา: หนังสือ The Culture Code ของ Daniel Coyle


นิวยอร์คซึ่งถือเป็นเมืองที่ปราบเซียนในการทำร้านอาหารหรือภัตตาคาร ทุกปีจะมีร้านที่เปิดใหม่ และจะมีร้านที่ปิดตัวไปมากมาย แต่สำหรับ Daniel Meyer ร้านอาหารของเขาเป็นที่ชื่นชอบและสามารถเปิดสาขาหรือสร้างร้านใหม่ได้อย่างไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมากนัก

ซึ่งจากหนังสือเรื่อง The Culture Code ได้เล่าสิ่งที่ทางคุณ Meyer ได้ทำเพื่อทำให้คุณภาพบริการมีประสิทธิภาพและสม่ำเสมอ สิ่งหนึ่งในนั้นคือ Catchphrase

Catchphrase หรือถ้าแปลง่ายๆ ก็น่าจะเป็นบทกลอน เป็นลักษณะประโยคที่จดจำได้ง่าย แล้วคุณ Mayer ได้เอามาใช้อย่างไรบ้าง นี่คือส่วนหนึ่งของ Catchphrase ที่เขาใช้

Read the guest
Athletic hospitality
Writing a great final chapter
Turning up the Home Dial
Loving problems
Finding the yes
Collecting the dots and connecting the dots
Creating raves for guests
One size fits one
Skunking
Making the charitable assumption
Planting like seeds in like gardens
Put us out of business with your generosity
Be aware of your emotional wake
To get a hug, you have to give a hug
The excellence reflex
Are you an agent or a gatekeeper…


1. ด้านสุขภาพ

น้ำหนักตัว สัปดาห์นี้อยู่ใน Range 67.9–68.7 กิโลกรัม ก็ได้ new low ใหม่ต่ำกว่า 68 เป็นครั้งแรกในปีนี้ครับ

การนั่งสมาธิ สัปดาห์นี้นั่งได้ทุกวัน นั่งเช้าได้ 2 วัน พบว่าถ้าเริ่มทำงานไปแล้วนี่โอกาสลืมง่ายมาก

การออกกำลังกาย สัปดาห์นี้สามารถวิ่งเพิ่มได้ อีก 25.2 กิโลเมตร รวมแล้ว 1,132.3 กิโลเมตร ช่วงนี้มี Weight Training แบบตามใจฉัน เล็กๆ น้อยบ้าง

นอนก่อนตี1 สัปดาห์นี้ ทำได้ 3 วัน

2. การเรียนรู้

การฝึกซ้อม
ส่วนของ Duolingo สัปดาห์นี้ ก็ยังต่อเนื่องไปเรื่อยๆครับ

Datacamp ได้แค่ทำ assess Test ครับสัปดาห์นี้

การเขียน Blog สัปดาห์นี้ เขียนอยู่ครั้งเดียว

การวางแผนงาน ก็ยังทำได้ไม่ค่อยดี เท่าไหร่ เหมือนกับไม่ค่อยโฟกัสงานที่ได้เขียนไป

3. เรื่องงาน

เริ่มกลับมารุมอีกแล้ว ปัญหาคือตอนนี้มักจะเป็นงานที่ต้องเปิด Session ทำให้ไม่มีเวลาเขียนโปรแกรม แน่นอนก็ยังมีปัญหาขาดคนช่วยงานอยู่ -_-!


ในปี 2004 โปรตุเกสเป็นเจ้าภาพงานฟุตบอลยูโร ซึ่งเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และมีคนรอดูเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงตัวแสบจากประเทศอังกฤษในนามของฮูลิแกนที่ต้องสร้างความเดือดร้อน และทำลายข้าวของ โปรตุเกสจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ??

ฮูลิแกนอังกฤษถึอเป็นของแสลงของคนชอบดูบอล เพราะเป็นพวกทำลายบรรยากาศ ทำลายข้าวของ ทำร้ายผู้คน

ในฟุตบอลยูโรครั้งก่อนที่ประเทศเบลเยี่ยม ทางเจ้าภาพได้มีการซักซ้อมการป้องกันฮูลิแกนเป็นอย่างดี และมีการเพิ่มงบประมาณในอุปกรณ์ควบคุมฝูงชนเพื่อความสงบเรียบร้อย

อย่างไรก็ตามการควบคุมก็ถือว่าล้มเหลวพอสมควร แฟนฟุตบอลอังกฤษถูกจับมากกว่า 1000 คน ถึงขนาดที่มีการจะทำเรื่องให้แบนทีมชาติอังกฤษออกจากการแข่งขัน

ในการเตรียมความพร้อมของประเทศโปรตุเกสในการมาของเหล่ากองเชียร์อังกฤษนั้น แน่นอนว่ามันคงจะเลี่ยงไม่ได้ที่พวกเขาจะมา จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมต่างๆนานา ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ป้องกันฝูงชนต่างๆ

และก็มีการเตรียมพร้อมในอีกมุมหนึ่งโดนคำแนะนำของ คุณ Clifford Scott นักจิตวิทยาสังคมจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล

โดยคุณสก็อตนั้นมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการศึกษาและวิเคราะห์การจลาจลในอดีต ในครั้งนี้เขาจะลองนำเอาทฤษฎีใหม่ของเขามาลองกัน

โดยหลักการของเขาคือ

การหยุดความรุนแรงโดยการลดสัญญาณความรุนแรงที่ส่งออกมาจากตำรวจหรือผู้คุมฝูงชน

แล้วสัญญาณความรุนแรงของที่ตำรวจส่งออกมาคืออะไร

  • หมวกกันน็อคความคุมฝูงชน
  • ไม้กระบอง
  • แก๊สน้ำตา
  • ชุดสีเหลือง

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ คือ สิ่งที่ส่งสัญญาณให้แฟนบอลมีการตอบสนองที่รุนแรง

โดยจากการศึกษาเบื้องต้นของเขาพบว่า 94% ของแฟนบอลที่ถูกจับนั้น ไม่มีประวัติอาชญากรรมใดๆ

เขาจึงเชื่อว่า

วิธีที่ตำรวจจะสามารถควบคุมการจลาจลได้นั้น คือการไม่เข้าไปจัดการการจลาจล

สิ่งที่เขาเริ่มคือการฝึกซ้อมเหล่าตำรวจโปรตุเกส

โดยเขาให้เก็บอาวุธควบคุมฝูงชนใดๆ ไม่ให้อยู่ในสายตาคน

มีทีมงานเจ้าหน้าที่ที่ใส่ ชุดสีฟ้า แทนที่ทีมเจ้าหน้าที่ควบคุมเดิมที่ใช้สีเหลือง

และมีการเลือกเจ้าหน้าที่เหล่านี้จาก Social Skill ไม่ใช่ความสามารถในการปราบจลาจล

นอกจากนี้ต้องมีการปรับนิสัยของตำรวจ ในการเข้าชาร์จแฟนบอลในกรณีทั่วไป เช่นการเตะฟุตบอลในที่สาธารณะ ซึ่งในหลายครั้งตำรวจจะรีบเข้าไปจัดการและยึดลูกฟุตบอลมา แต่คุณสก็อต ก็พยายามที่จะให้เจ้าหน้าที่อดทน และจะยึดได้ก็ต่อเมื่อลูกบอลพุ่งเข้ามาหาเท่านั้น

แน่นอนว่า วิธีการที่เขียนมานั้น เริ่มต้นไม่มีใครเชื่อแน่นอนว่า จะสามารถควบคุมฝูงชนได้ แล้วเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีอาวุธจะควบคุมมวลชนได้อย่างไร ถ้ามีปัญหา

อย่างไรก็ตามผลการเดิมพันนี้ก็ได้ผล ตลอดการแข่งขัน 3 สัปดาห์ ในบริเวณที่มีการใช้แนวทางของคุณสก็อต มีแฟนบอลถูกจับกุมเพียงคนเดียวเท่านั้น

ในบริเวณที่มีปัญหาก็จะเป็นบริเวณที่มีการใช้วิธีแบบดั้งเดิมในการจัดการ

ทำไมวิธีการนี้ถึงได้ผล ก็มีคำอธิบายว่า การทำแบบนี้เป็นการส่งสัญญาณที่จะบอกว่า เราสามารถอยู่ร่วมกันได้ ระหว่างตำรวจกับแฟนบอล การที่ตำรวจไม่ใส่เกาะหรืออุปกรณ์ต่างๆ ทำให้สัญชาติมันลดลง แม้กระทั่งการเตะบอลที่ตำรวจไม่ไปรีบจับ ก็ทำให้ความรู้สึกปลอดภัยเกินขึ้น

เหตุการณ์หนึ่งที่น่าสนใจคือในช่วงกลางงาน มีการกระทบกระทั่งกันระหว่างตำรวจที่ใส่เสื้อสีเหลือง กับแฟนบอลอังกฤษ​ ซึ่งท่าทางอาจจะจบด้วยความรุนแรง แต่ตัวแฟนบอลเอง กลับตะโกนเรียกตำรวจที่อยู่ในเสื้อสีฟ้า ให้มาช่วยเคลียร์แทน ทำให้ไม่เกิดความรุนแรงในที่สุด

ถึงตอนนี้แฟนบอลเชื่อใจตำรวจในชุดสีฟ้าแล้ว จึงไม่เกิดปัญหาอะไรที่รุนแรง เหมือนแบบเดิมๆ

อันนี้เป็นอีกมุมมองหนึ่งในเชิงพฤติกรรมนะครับ มีทฤษฎีหลายเรื่องที่อาจจะเอามาช่วยอธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ได้พอสมควร

หลายครั้ง ที่มาของความรุนแรงอาจจะต้องมองดูให้รอบด้าน เพื่อสุดท้ายเราจะแก้ปัญหาให้สามารถอยู่ร่วมกันได้นั่นเอง

ที่มา

  1. The Culture Code: The Secrets of Highly Successful Groups, Daniel Coyle
  2. https://www.euractiv.com/section/sports/opinion/study-crowd-dynamics-policing-and-hooliganism-at-euro-2004

1. ด้านสุขภาพ

น้ำหนักตัว สัปดาห์นี้อยู่ใน Range 68.0–69.4 กิโลกรัม ก็อยู่ในช่วงที่กำลังดี

การนั่งสมาธิ สัปดาห์นี้นั่งได้ทุกวัน นั่งเช้าได้ 3วัน

การออกกำลังกาย สัปดาห์นี้สามารถวิ่งเพิ่มได้ อีก 28.5 กิโลเมตร รวมแล้ว
1,107.1 กิโลเมตร ช่วงนี้จะเพิ่ม Weight Training เล็กๆน้อยๆ มา ก็จะได้อยู่หลายวันอยู่

นอนก่อนตี1 สัปดาห์นี้ ทำได้ 1 วัน ​_ _!

2. การเรียนรู้

การฝึกซ้อม
ส่วนของ Duolingo สัปดาห์นี้ ก็ยังต่อเนื่องไปเรื่อยๆครับ

Datacamp ได้ลอง ทำโปรเจค Baseball ไป เป็น data analysis ง่ายๆ

การเขียน Blog สัปดาห์นี้ ไม่ได้เขียนเลยครับ _ _!

การวางแผนงาน ก็ยังทำได้ไม่ค่อยดี เท่าไหร่ เหมือนกับไม่ค่อยโฟกัสงานที่ได้เขียนไป

3. เรื่องงาน

เริ่มกลับมารุมอีกแล้ว ปัญหาคือตอนนี้มักจะเป็นงานที่ต้องเปิด Session ทำให้ไม่มีเวลาเขียนโปรแกรม แน่นอนก็ยังมีปัญหาขาดคนช่วยงานอยู่ -_-!


1. ด้านสุขภาพ

น้ำหนักตัว สัปดาห์นี้อยู่ใน Range 68.4–68.9 กิโลกรัม รวมๆ ก็สม่ำเสมอดีครับ แล้วก็อยู่น้อยกว่า 69 kg ตลอดสัปดาห์

การนั่งสมาธิ สัปดาห์นี้นั่งได้ทุกวัน นั่งเช้าได้ 2 วัน

การออกกำลังกาย สัปดาห์นี้สามารถวิ่งเพิ่มได้ อีก 28.5 กิโลเมตร รวมแล้ว
1,075.1 กิโลเมตร ช่วงนี้จะเพิ่ม Weight Training เล็กๆน้อยๆ มา ก็จะได้อยู่หลายวันอยู่

นอนก่อนตี1 สัปดาห์นี้ ทำได้ 1 วัน ​_ _!

2. การเรียนรู้

การฝึกซ้อม
ส่วนของ Duolingo สัปดาห์นี้ ก็ยังต่อเนื่องไปเรื่อยๆครับ

Datacamp ได้ลอง ทำ Project Data Science ง่ายๆ อันนึง

30 Days of ML ของ Kaggle ลอง Project แล้วพบว่าไปไม่ค่อยเป็น

การเขียน Blog สัปดาห์นี้ เขียนไป 1 เรื่อง

การวางแผนงาน ก็ยังทำได้ไม่ค่อยดี เท่าไหร่ เหมือนกับไม่ค่อยโฟกัสงานที่ได้เขียนไป

3. เรื่องงาน

เริ่มกลับมารุมอีกแล้ว ปัญหาคือตอนนี้มักจะเป็นงานที่ต้องเปิด Session ทำให้ไม่มีเวลาเขียนโปรแกรม แน่นอนก็ยังมีปัญหาขาดคนช่วยงานอยู่ -_-!


ในปี 2009 DARPA ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ได้จัดงาน The Red Balloon Challenge ขึ้นโดยเป็นการจำลองการจัดการปัญหายากๆ เช่น การค้นหาผู้ก่อการร้าย หรือโรคระบาด โดยกฏกติการคือ ทาง DARPA จะปล่อยบอลลูน มั่วๆ 10 ลูกทั่วอเมริกา แล้วใครที่หาบอลลูนได้ครบและแม่นยำที่สุดเป็นกลุ่มแรกจะเป็นผู้ชนะ ได้รับรางวัลเป็นเงิน 40000$

ซึ่งในการที่จะหาบอลลูนให้ครบทั้ง 10 ลูกในพื้นที่ 3.1 ล้านตารางไมล์ของอเมริกา ในมุมมองของนักวิเคราะห์ถือเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว

มีหลายทีมที่ตอบรับการท้าทายนี้ และได้พยายามเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยในช่วงนั้นเช่น การนำเอา Search Engine มาค้นหาภาพจากดาวเทียมเพื่อติดตามบอลลูนเหล่านี้ หรือ Operเป็นต้น มาเตรียมตัวเพื่อใช้ในการค้นหาเจ้าบอลลูนเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม ทีมที่ชนะในรอบนี้กลับเป็นทีมที่มีเวลาเตรียมตัวน้อยที่สุดและใช้อุปกรณ์ไม่ได้ทันสมัยมากอย่าง MIT Media Labs ที่สำคัญคือ มีเวลาเตรียมตัวไม่ถึง 4 วัน

ครั้งนี้เลยมาดูว่าทีม MIT Media Labs มีความคิดที่แตกต่างอย่างไรกับคนอื่น

เนื่องจากว่าทีมงานของ MIT Media Lab นั้นไม่ได้มีเวลาเตรียมตัวเยอะ เขาจึงเลือกใช้วิธีการที่ไม่เหมือนคนอื่น

โดยเขาได้สร้างเว็บไซต์ขึ้นมา โดยภายในเว็บไซต์มีเนื้อหาประมาณว่า

จะให้ personal link กับทุกคน และทุกคนสามารถเชิญเพื่อนมาร่วมได้ และถ้าเพื่อนชนะคุณก็ชนะด้วย

โดยจะให้รางวัลกับผู้เจอบอลลูน 2000$ ต่อบอลลูน สำหรับคนแรกที่มีพิกัดที่ถูกต้อง นอกจากนี้เพื่อนที่ invite จะได้รับเงิน 1000$ → 500$ → 250$ → ไปเรื่อยๆ

จากที่เห็นคือ หลักการของทีมนี้คือ บอกคนอื่นๆว่า ถ้าเจอ ช่วยผมหน่อย

เมื่อทีมงานได้ทำการเปิดเว็บไซต์ขึ้นมาในวันก่อนหน้าวันสมัคร 2 วัน ก็มีผู้คนมาสมัครมากมาย

และเมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้นในวันที่ 5 ธันวาคม ทีมงานของ MIT Media Lab สามารถหาบอลลูนได้ครบสิบลูก ด้วยเวลา

8 ชั่วโมง 52 นาที 41 วินาที

จากการประมาณเบื้องต้นว่าน่าจะครบกันได้ในสัปดาห์ โดยได้ความช่วยเหลือจากคน 4,665 คน ทั่วอเมริกา

สิ่งที่ ทำให้ทีมของ MIT Media Lab มีความแตกต่างจากทีมอื่นๆ คือ

ขณะที่ทีมคือคือ การแข่งขันที่ถ้าเข้ามาแล้วอาจจะชนะ นั่นคือมีคนที่ได้และ ไม่ได้

ทีมนี้กลับแสดงให้เห็นว่า ถ้ามาร่วมกับเรา เราจะชนะด้วยกัน จะมากจะน้อยก็แล้วแต่

จุดสำคัญอีกจุดหนึ่งคือ

การที่ทีมงานได้เปิดเผยสิ่งที่เรียกว่า ความอ่อนแอหรือข้อบกพร่อง​ (Vulnerability) ออกมา ทำให้ตัวเขาเองเปิดรับความช่วยเหลือ และให้ความไว้วางใจผู้อื่น

เมื่อใดที่เราต้องการสร้างความร่วมมือ vulnerability จะกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นทางจิตวิทยาขึ้นมา

ดังนั้น ความอ่อนแอ จุดบกพร่อง บางครั้ง ก็ไม่ได้ มีแต่มุมลบเพียงด้านเดียว แต่มันก็มีมุมที่ทำให้เกิดความเชื่อใจ และความร่วมมือกันได้ด้วยเช่นกัน

ที่มา

The Culture Code, Daniel Coyle

Teerayut Hiruntaraporn

Engineer, Manager, Geeks

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store